คอลเลกชัน Slim d’Hermès เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 ภายใต้การดูแลของ Philippe Delhotal ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Hermès Horloger โดยถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำอย่างเต็มตัว ด้วยการผสมผสานงานออกแบบสไตล์ Minimalist ข้ากับกลไกซับซ้อน ซึ่งต้นกำเนิดของคอลเลกชั่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความต้องการสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีความบางและสง่างาม โดยมีเอกลักษณ์เด่นอยู่ที่ตัวเลขแบบตัดขอบ ที่ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ชาวฝรั่งเศส Philippe Apeloig ซึ่งรุ่น Quantième Perpétuel หรือปฏิทินถาวร ถือเป็นรุ่นเรือธงที่รวมเอาความซับซ้อนทางกลไกและศิลปะการออกแบบไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
หน้าปัดมาในเฉดสีน้ำตาลช็อกโกแลตขัดลาย Satin และ Sunburst ตกแต่งด้วยหลักชั่วโมงตัวเลขเลขอารบิกแบบเฉพาะตัวของคอลเลกชั่น เข็มชั่วโมงและนาทีทรง Baton ผลิตจาก Rose Gold แสดงฟังก์ชันปฏิทินถาวรผ่านวงหน้าปัดย่อยประกอบด้วย วันที่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา, ข้างขึ้นข้างแรม ผลิตจากเปลือกหอยมุกบน Aventurine ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา, ฟังก์ชันเขตเวลาที่สอง พร้อมตัวระบุกลางวัน/กลางคืนที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และการแสดงเดือนพร้อมปีอธิกสุรทินที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ปกป้องด้วยกระจก Sapphire เคลือบสารกันแสงสะท้อน
ตัวเรือนผลิตจากวัสดุ Rose Gold 18K ขนาด 39.5 มิลลิเมตร บางเพียง 9.05 มิลลิเมตร สามารถกันน้ำได้ในระดับ 30 เมตร โดดเด่นด้วยขาตัวเรือนที่ทำมุมฉากอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมปุ่มกดสำหรับปรับตั้งฟังก์ชันข้างตัวเรือน ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติบางพิเศษ แบบ In-House Calibre H1950 ติดตั้งโมดูลปฏิทินถาวรจาก Agenhor ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง สำรองพลังงานได้นาน 42 ชั่วโมง โดดเด่นด้วย Micro-rotor และการขัดแต่งลวดลาย “H” อันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ปิดท้ายความสมบูรณ์แบบด้วยสายหนังจระเข้สี Alligator Havana พร้อมตัวล็อกสายแบบหัวเข็มขัดวัสดุ Rose Gold 18K
Hermès Slim d’Hermès Quantième Perpétuel
Ref. W053254WW00
ราคา 39,550 CHF
วางจำหน่าย กุมภาพันธ์ 2026
รายละเอียดเพิ่มเติม hermes.com
Initial Thoughts
สำหรับ Hermès Slim d’Hermès Quantième Perpétuel ในรุ่น Rose Gold และหน้าปัดสีน้ำตาลนี้ ถือเป็นการตอกย้ำว่า Hermès ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์แฟชั่น แต่เป็น “Watchmaker” ที่เข้าใจในสุนทรียศาสตร์อย่างลึกซึ้ง การเลือกใช้โทนสีน้ำตาลช็อกโกแลตคู่กับทองชมพูช่วยขับเน้นความอบอุ่นและดูภูมิฐานกว่ารุ่น Titanium ที่ผ่านมา ขณะที่กลไก H1950 ยังคงรักษามาตรฐานความบางที่หาตัวจับยากในระดับราคาเดียวกัน เป็นนาฬิกาที่เหมาะสำหรับนักสะสมที่มองหาความแตกต่างผ่านงานดีไซน์ที่มีชั้นเชิงและการใช้งานที่ครบถ้วนในเรือนเดียว








