สำหรับคนรักนาฬิกาและนักสะสมทั่วโลก ชื่อของ Richard Mille คือตัวแทนของนวัตกรรมล้ำอนาคตและวัสดุเชิงวิศวกรรมสุดโต่ง แต่รู้หรือไม่ว่า นอกเหนือจากความล้ำสมัยของกลไกแล้ว “ศิลปะการฝังอัญมณี” คือวิจิตรศิลป์แขนงแรกสุดที่แบรนด์เลือกนำมาศึกษาและพัฒนาอย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็นหนึ่งในดีเอ็นเอสำคัญที่ขาดไม่ได้ในปัจจุบัน ที่ Richard Mille อัญมณีล้ำค่าไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงของประดับตกแต่งภายนอกเพื่อความหรูหราเท่านั้น แต่ได้รับการปฏิบัติในฐานะ “องค์ประกอบสำคัญของเรือนเวลา” ที่มีฐานะเทียบเท่ากับการออกแบบโครงสร้างตัวเรือน วัสดุศาสตร์ หรือแม้กระทั่งสถาปัตยกรรมของกลไกภายใน
20 ปีแห่งการท้าทายขีดจำกัด และการเดินทางของจินตนาการ
Richard Mille เริ่มต้นออกเดินทางบนเส้นทางสายอัญมณีตั้งแต่ปี 2005 ด้วยการเปิดตัวรุ่น RM 007 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่แบรนด์ได้เข้าไปสำรวจเทคนิคการฝังอัญมณีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคการฝังแบบจิกไข่ปลา (Bead Setting) หรือ การฝังแบบไร้หนาม (Invisible Setting) อันเลื่องชื่อ
ความท้าทายสูงสุดของช่างฝีมือไม่ได้มีเพียงแค่ความละเอียดอ่อนของตัวอัญมณี แต่คือ “รูปทรงเรขาคณิต” อันเป็นเอกลักษณ์ของ Richard Mille
ความโค้งมนและโครงสร้างเสาค้ำ อันซับซ้อนของตัวเรือนทรงตอนโน (Tonneau), ทรงกลม หรือทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยช่างผู้ชำนาญการต้องแกะสลักช่องวางอัญมณีด้วยความแม่นยำสูงสุดในระดับไมครอน เพื่อให้อัญมณีแต่ละเม็ดลงล็อกได้อย่างสมบูรณ์แบบและขับเน้นส่วนโค้งเว้าของนาฬิกาให้เปล่งประกายล้อแสงไฟอย่างงดงามที่สุด
นอกจากนี้ แบรนด์ยังได้สร้างปรากฏการณ์เหนือความคาดหมายมาตลอดสองทศวรรษ เช่น RM 018 Tourbillon Boucheron (ปี 2008): ชัยชนะครั้งใหญ่ที่ใช้เวลาวิจัยและพัฒนานานกว่า 4 ปี โดยนำอัญมณีล้ำค่ามาสร้างสรรค์เป็น “ล้อเฟือง” ภายในกลไก , RM 019 Tourbillon (ปี 2009): การนำแบล็กโอนิกซ์ (Black Onyx) มาสลักเป็นแผ่นฐานกลไกนาฬิกา
จุดเปลี่ยนสู่ความร่วมสมัย: ยุคแห่งอิสระทางศิลปะโดย Cécile Guenat
ในปี 2015 การก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายออกแบบและพัฒนาของ เซซีล เกอนาต์ (Cécile Guenat) ได้กลายเป็นปฐมบทใหม่ที่ปลดปล่อยศักยภาพของแบรนด์ให้โลดแล่นอย่างไม่มีขีดจำกัด เธอได้นำความรู้จากมหาวิทยาลัยศิลปะและการออกแบบแห่งเจนีวา (HEAD) มาทลายเส้นกั้นระหว่างโลกนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) และเครื่องประดับชั้นสูง (Fine Jewellery) เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
ผลงานระดับไอคอนิกที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ได้แก่
RM 71-01 Talisman Automatic Tourbillon: นาฬิกากลไกอินเฮาส์ตูร์บิยองอัตโนมัติรุ่นแรกของแบรนด์
RM 07-02 Sapphire Automatic: เรือนเวลาที่รังสรรค์ตัวเรือนขึ้นจากแซฟไฟร์สีชมพูทั้งชิ้นอย่างวิจิตร
RM 71-02 Talisman Tourbillon: ผลงานที่ถ่ายทอดพลังอันเย้ายวนและมีชีวิตชีวาของยุคดิสโก้ในทศวรรษ 1970 ผ่านการร้อยเรียงอัญมณีหลากสีสัน
RM HJ-01: คอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูง (Haute Joaillerie) ที่นำตัวเรือนทรงตอนโนมาตีความใหม่ โดดเด่นด้วย ทับทิม, ไพลิน, แซฟไฟร์สีม่วง และมรกต ผสานเทคนิคการฝังอัญมณีที่หลากหลาย เช่น การฝังขอบตัวเรือน, การฝังแบบจิกไข่ปลา และ การฝังแบบโปรยหิมะ อันตระการตา
อัจฉริยภาพทางวิศวกรรม: ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริง
ความซับซ้อนของการฝังอัญมณีของ Richard Mille จะทวีคูณขึ้นทันทีเมื่อต้องทำงานบนวัสดุศาสตร์สมัยใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ อย่าง Carbon TPT®, เซรามิก หรือ แซฟไฟร์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งและยากต่อการเจาะสลัก ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน แบรนด์จึงได้คิดค้นเทคนิคใหม่โดยผสมผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับงานฝีมือดั้งเดิม อาทิ
การใช้เครื่องจักร CNC หรือเลเซอร์ ในการเจาะช่องวางอัญมณีขนาดเล็กจิ๋วที่มีค่าความคลาดเคลื่อนเพียงแค่ไมครอนเดียว
งานหัตถศิลป์โดยช่างฝังอัญมณี: ช่างจะบรรจงติดตั้งขาตั้งทองคำขนาดเล็กพิเศษ (Prongs) ด้วยมือ เพื่อยึดอัญมณีแต่ละชิ้นเข้ากับวัสดุทางเทคนิคเหล่านั้นได้อย่างแน่นหนาและสมบูรณ์แบบ
การเปิดตัว เวิร์กชอปฝังอัญมณี (Gem-Setting Workshop) ภายในศูนย์ปฏิบัติการของตัวเองเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2019 คือสิ่งยืนยันวิสัยทัศน์ของ Richard Mille ที่พร้อมจะเดินหน้าทลายทุกขีดจำกัดทางเทคนิค และขยายขอบเขตความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูงอย่างไม่หยุดยั้ง









