Rolex Cosmograph Daytona Ref. 126502 การกลับมาของจิตวิญญาณเดิมในร่างใหม่ด้วยหน้าปัดและขอบตัวเรือนสุดคลาสสิก

ย้อนเวลากลับไปในช่วงปี 1960 Rolex เคยสร้างสรรค์ผลงานระดับตำนานอย่าง Daytona รหัส 6263 และ 6265 ในรูปแบบหน้าปัดสีขาวล้วนที่เหล่านักสะสมขนานนามว่า “Albino” ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นที่หายากที่สุดในโลก รวมถึงยุคสมัยของ “Porcelain Dial” ในรหัส 16520 ยุคเครื่อง Zenith ที่มีความเงางามราวกับเซรามิก ประวัติศาสตร์อันยาวนานเหล่านี้ได้ถูกนำมาตีความใหม่และถ่ายทอดลงสู่เรือนเวลาสุดพิเศษรุ่นล่าสุดที่ผสมผสานทั้งงานศิลปะชั้นสูงและนวัตกรรมวัสดุเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

หน้าปัดของเรือนนี้ถือเป็นไฮไลต์สำคัญ โดยผลิตจาก Grand Feu Enamel สีขาวบริสุทธิ์ ซึ่งประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน Enamel ถึง 4 ชิ้นแยกจากกัน ให้พื้นผิวที่เงางาม มีมิติ และทนทานต่อการเปลี่ยนสีตามกาลเวลา ชุดเข็มและหลักชั่วโมง ผลิตจาก White gold 18k พร้อมแต้มสารเรืองแสง Chromalight เพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจนในที่มืด ฟังก์ชันการแสดงผลประกอบด้วยเข็มวินาทีจับเวลาตรงกลาง และวงหน้าปัดย่อย 3 วง กระจกหน้าปัดเป็น Sapphire ป้องกันรอยขีดข่วน พร้อมเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน

ตัวเรือนขนาด 40 มิลลิเมตร ผลิตจากวัสดุ Rolesium ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่าง Oystersteel และ Platinum โดยมีการใช้ Platinum ในส่วนของขอบตัวเรือนและแหวนรองฝาหลัง ระดับการกันน้ำอยู่ที่ 100 เมตร พร้อมปุ่มกดระบบขันเกลียวและเม็ดมะยมระบบ Triplock เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ขอบตัวเรือน Cerachrom สีเทาแอนทราไซต์พร้อมสเกล Tachymeter ที่วางตัวเลขในแนวตั้งแบบวินเทจ ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Chronograph Calibre 4131 ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 Hz) ให้พลังงานสำรองนานถึง 72 ชั่วโมง โดดเด่นด้วยการขัดแต่งลาย Rolex Côtes de Genève และ Rotor ขึ้นลานฉลุโปร่ง ซึ่งสามารถชื่นชมความงามได้ผ่านฝาหลังแบบโปร่งใส มาพร้อมสาย Oyster สามแถวพร้อมบานพับนิรภัย Oysterlock และระบบขยายสาย Easylink

Rolex Cosmograph Daytona

Ref. 126502
ราคา 57,800 USD
วางจำหน่าย พฤษภาคม 2026
รายละเอียดเพิ่มเติม rolex.com

Initial thoughts 

Rolex Cosmograph Daytona รหัส 126502 รุ่นนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มสีใหม่ แต่คือการขยับเพดานของนาฬิกาสปอร์ตไปสู่ระดับงานฝีมือ การเลือกใช้หน้าปัด Grand Feu Enamel แบบ 4 ชิ้น คือการแสดงศักยภาพเหนือคู่แข่งในตลาด และการใช้ฝาหลังใสนั้นสะท้อนให้เห็นว่า Rolex เริ่มเปิดเผยความงามภายในมากขึ้น แม้ราคาจะก้าวกระโดดไปใกล้เคียงกับรุ่นทองคำล้วน แต่ด้วยความซับซ้อนของวัสดุ Rolesium และงาน Enamel ชั้นเลิศ ทำให้เรือนนี้กลายเป็นไอเทมที่นักสะสมระดับสูงต้องมีไว้ในครอบครองอย่างไม่ต้องสงสัย