Bell & Ross BR-X3 Micro-Rotor การผสานนวัตกรรมกลไกไมโครโรเตอร์เข้ากับโครงสร้างตัวเรือนสไตล์สเกลเลตัน

Bell & Ross แบรนด์นาฬิกาจากปารีสที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในการสร้างสรรค์นาฬิกาหน้าปัดแบบ Open Dial มาอย่างยาวนาน โดยเน้นการเผยให้เห็นความสวยงามของกลไกภายในแทนการปิดทับด้วยหน้าปัดแบบปกติ สำหรับตระกูล BR-X3 นั้นถือเป็นแนวทางการออกแบบที่ต่อยอดมาจากอัตลักษณ์ “วงกลมในสี่เหลี่ยม” อันเป็นเอกลักษณ์ที่เริ่มเปิดตัวครั้งแรกในปี 2005 โดยในปีที่ผ่านมาแบรนด์ได้เผยโฉม BR-X3 Tourbillon Micro-Rotor ออกมา และล่าสุดในปี 2026 นี้ Bell & Ross ได้นำเสนอภาคต่อที่ยังคงจิตวิญญาณแห่งวิศวกรรมเครื่องบอกเวลาชั้นสูงแต่มาในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

โครงสร้างของนาฬิกาเรือนนี้ไม่มีหน้าปัดแบบดั้งเดิม แต่ใช้โครงสร้างของสะพานจักรและชิ้นส่วนกลไกต่างๆ จัดวางในรูปแบบตาราง เพื่อทำหน้าที่เป็นพื้นหลัง การแสดงเวลาทำได้ผ่านเข็มกลางสองเข็ม คือเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีที่เคลือบด้วยสารเรืองแสง Super LumiNova X1 BGW9 ซึ่งให้แสงสว่างสีฟ้าในที่มืด แม้จะไม่มีเข็มวินาทีแต่ผู้สวมใส่สามารถชื่นชมการทำงานของ Balance Wheel ที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา ซึ่งมอบความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของเวลาตลอดเวลา ปกป้องด้วยกระจก Sapphire ทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมเคลือบสารกันสะท้อน

ตัวเรือนขนาด 40 มิลลิเมตร หนาพียง 9 มิลลิเมตร ผลิตจากวัสดุ Steel ผ่านการขัดแต่งแบบ Satin สลับกับขัดเงา มีความสามารถในการการกันน้ำที่ 50 เมตร รูปทรงตัวเรือนยังคงเอกลักษณ์ทรงสี่เหลี่ยมพร้อมสกรูยึด 4 ตัวที่มุมตามแบบฉบับ BR-03 โดยใช้แผ่นเพลตกลางทำหน้าที่เป็นทั้งโครงสร้างของนาฬิกาและฐานของกลไกไปพร้อมกัน ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นเฉพาะ Calibre BR-CAL.390 ใช้ระบบ Micro-rotor ในการขึ้นลานอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้ตัวเครื่องมีความบางเป็นพิเศษ พลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง รายละเอียดการขัดแต่งเน้นโทนสี Monochrome ในเฉดสีเงินและเทาผ่านเทคนิคการชุบ Rhodium , การพ่นทรายละเอียด และการขัดเงาที่บริเวณขอบมุมเพื่อสร้างมิติการตกแต่งที่ตัดกันอย่างสวยงาม ปิดท้ายด้วยสายหนังวัวสีเทาปั๊มลายจระเข้เสมือนจริง เข้าคู่กับตัวล็อกสายแบบบานพับ

Bell & Ross BR-X3 Micro-Rotor

Ref. BRX3M-MR-ST/SCA
ผลิตจำนวนจำกัด 99 เรือน
ราคา 20,100 CHF
วางจำหน่าย เมษายน 2026
รายละเอียดเพิ่มเติม bellross.com

Initial thoughts 

Bell & Ross BR-X3 Micro-Rotor คือการพิสูจน์ให้เห็นว่าแบรนด์สามารถยกระดับนาฬิกาทรงสปอร์ตที่เป็นไอคอนิกของตนเองไปสู่ระดับ “Architecture on the wrist” หรือสถาปัตยกรรมบนข้อมือได้อย่างแท้จริง การเลือกใช้กลไกไมโครโรเตอร์ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องความบางซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์นาฬิกาในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้สวมใส่ได้สัมผัสกับความสวยงามทางวิศวกรรมได้อย่างเต็มตา แม้ว่าการอ่านค่าเวลาอาจจะต้องใช้ความคุ้นเคยอยู่บ้างเนื่องจากไม่มีหลักชั่วโมงที่ชัดเจน แต่นี่คืองานศิลปะเชิงกลที่ผลิตมาในจำนวนจำกัดเพียง 99 เรือน ซึ่งน่าจะดึงดูดนักสะสมที่มองหานาฬิกาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงได้อย่างไม่ยากนัก