DOXA SUB 200 II คอลเลกชันดำน้ำสไตล์เรโทรที่ถูกนำมาปรับโฉมใหม่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ประวัติความเป็นมาของตระกูล SUB เริ่มต้นขึ้นในปี 1967 เมื่อ DOXA ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับนาฬิกาดำน้ำสำหรับการใช้งานจริงในระดับ Professional โดยการเปิดตัว SUB 300 ที่พัฒนาร่วมกับนักประดาน้ำระดับโลกอย่าง Jacques-Yves Cousteau สำหรับรุ่น SUB 200 นั้นถูกเปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 เพื่อระลึกถึงนาฬิกาดำน้ำรุ่นคลาสสิกของแบรนด์ในช่วงปี 1960 โดยในรุ่น SUB 200 II นี้ถือเป็นการปรับปรุงรายละเอียดเชิงวิศวกรรมและความสวยงามให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงความเรียบง่ายที่เป็นเสน่ห์ดั้งเดิมเอาไว้

หน้าปัดของ SUB 200 II มาพร้อมกับความโดดเด่นของสีสันที่มีให้เลือกมากถึง 5 สี ได้แก่ สีดำ, สีเทา, สีน้ำเงิน, สีเขียว และสีแดง (ที่มาพร้อมกับตัวเรือน Stainless Steel เคลือบ PVD สีดำ) พร้อมการขัดแต่งพื้นผิวแบบ Sunray ที่สะท้อนแสงได้อย่างสวยงาม ตัวเข็มและหลักชั่วโมงได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่เพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจน พร้อมเคลือบสารเรืองแสง Super-Luminova™ คุณภาพสูง กระจกหน้าปัดใช้เป็น Sapphire ทรงโดมโค้งแบบ Glass Box ที่ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนได้ดีเยี่ยมและให้ภาพที่ดูมีมิติแบบนาฬิกาวินเทจ

ตัวเรือนผลิตจากวัสดุ Stainless Steel 316L ขนาด 44 มิลลิเมตร และความหนาที่ถูกปรับลดลงเหลือเพียง 13.80 มิลลิเมตร เพื่อความคล่องตัวในการสวมใส่ สามารถกันน้ำได้ในระดับ 200 เมตร ตัวเรือนมาในทรง C-Shape ที่มีขาตัวเรือนสั้นช่วยให้รับกับข้อมือได้ทุกขนาด เม็ดมะยมเป็นแบบขันเกลียวพร้อมสัญลักษณ์ปลานูน ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Sellita SW200-1 ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง มีพลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง พร้อมการขัดแต่งลวดลายเฉพาะตามมาตรฐานของแบรนด์ ปิดท้ายด้วยสายนาฬิกาที่มีให้เลือกทั้งแบบ Beads of Rice หรือสายเหล็กเมล็ดข้าว และสายยาง FKM Rubber ที่นุ่มนวลและทนทาน

DOXA SUB 200 II

Ref. 795.10.101.10 Black
Ref. 795.10.101B.10 Grey
Ref. 795.10.201.10 Blue
Ref. 795.10.131.10 Green
ราคา 1,450 CHF สายเหล็ก
ราคา 1,390 CHF สายยาง
Ref. 795.70.161.15 Red
ราคา 1,590 CHF สายเหล็กเคลือบ PVD สีดำ
ราคา 1,490 CHF สายยาง
วางจำหน่าย มีนาคม 2026
รายละเอียดเพิ่มเติม doxawatches.com

Initial thoughts

นาฬิกา DOXA SUB 200 II คือการพิสูจน์ว่านาฬิกาดำน้ำที่ดีไม่จำเป็นต้องมีดีไซน์ที่ซับซ้อนเสมอไป การปรับโฉมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในเรื่องสัดส่วน ที่ทำให้ตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร สวมใส่สบายกว่าที่คิดด้วยระยะ Lug-to-Lug (ระยะระหว่างขาตัวเรือน) ที่สั้น ประกอบกับการใช้กลไกที่ไว้ใจได้ในระยะยาว ทำให้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ามากสำหรับผู้ที่มองหานาฬิกาดำน้ำที่มีประวัติศาสตร์รองรับและมีบุคลิกโดดเด่นไม่ซ้ำใครบนข้อมือ