Oris มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกับนาฬิกาสำหรับนักบิน โดยเฉพาะรุ่น Big Crown Pointer Date ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1938 และกลายเป็นโมเดลไอคอนิกที่ช่วยกอบกู้วิกฤตการณ์นาฬิกาควอตซ์ให้กับแบรนด์ในช่วงยุค 80 สำหรับปี 2026 นี้ Oris ได้หยิบยกดีไซน์หน้าปัดแบบ “Bullseye” หรือที่นักสะสมมักเรียกว่า Sector Dial ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาพกของ Oris ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และนาฬิกานักบินในยุค 1930 กลับมาตีความใหม่เพื่อถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งอดีตสู่ผู้ใช้งานในปัจจุบัน
รายละเอียดบนหน้าปัดโดดเด่นด้วยดีไซน์แบบวงแหวนซ้อนกันในโทนสีขาวและดำหรือ Tuxedo Dial ตัดกับสเกลวันที่สีแดงบริเวณขอบหน้าปัดอย่างลงตัว ตัวเลขหลักชั่วโมงแบบตัวเลขอารบิกและเข็มทรง Cathedral เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova เพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจนในที่มืด ฟังก์ชันแสดงผลประกอบด้วย เข็มชั่วโมง นาที วินาที และเข็ม Pointer Date ปลายรูปเสี้ยวพระจันทร์สีแดงที่ทำหน้าที่ชี้บอกวันที่ กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์ทรงโค้งแบบ Double-domed พร้อมเคลือบสารป้องกันการสะท้อนที่ด้านใน
ตัวเรือนผลิตจากวัสดุ Stainless Steel ขนาด 38 มิลลิเมตร หนา 12.2 มิลลิเมตร มาพร้อมขอบตัวเรือนแบบ Fluted หรือขอบหยักที่เป็นเอกลักษณ์ และเม็ดมะยมขนาดใหญ่แบบขันเกลียว การกันน้ำได้ลึกถึงระดับ ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre 754 พัฒนาจากพื้นฐานของกลไก Sellita SW200-1 ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง พลังงานสำรอง 41 ชั่วโมง พร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง Red Rotor ที่ขัดแต่งมาอย่างประณีตและมองเห็นได้ผ่านฝาหลังแบบโปร่งใส สายนาฬิกาใช้สายหนังกวางสีดำจาก Cervo Volante ที่เน้นความยั่งยืน พร้อมระบบ Quick-change ที่ช่วยให้ถอดเปลี่ยนสายได้ง่ายด้วยตัวเอง
Oris Big Crown Pointer Date Bullseye
Ref. 01 754 7779 4061-07 5 19 25
ราคา 93,900 บาท
วางจำหน่าย มกราคม 2026
รายละเอียดเพิ่มเติม oris.ch
Initial thoughts
Oris Big Crown Pointer Date Bullseye คือการผสมผสานที่ชาญฉลาดระหว่างประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่ากับการออกแบบร่วมสมัย การเลือกใช้หน้าปัดแบบ Bullseye ไม่เพียงแต่เป็นการดึงเสน่ห์ของนาฬิกายุค pre-war กลับมา แต่ยังเป็นการสร้างความแตกต่างจากรุ่นมาตรฐานได้อย่างโดดเด่น การเลือกขนาดตัวเรือนที่ 38 มิลลิเมตร ถือเป็น “Sweet Spot” ที่ตอบโจทย์เทรนด์นาฬิกาในปัจจุบันที่ลดขนาดลงมาให้มีความเป็น Unisex มากขึ้น แม้กลไก Calibre 754 จะไม่ใช่กลไก In-house รุ่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์ แต่ก็แลกมาด้วยความทนทาน การบำรุงรักษาที่ง่าย และระดับราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ Oris ทำได้ดีเสมอมาในการมอบนาฬิกาที่มีคุณภาพคุ้มค่าแก่ราคาให้กับเหล่านักสะสม








