Seiko ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนาฬิกาดำน้ำด้วยการเผยโฉมทายาทรุ่นล่าสุดในตระกูล Prospex Marinemaster ที่หยิบยกแรงบันดาลใจจากความสำเร็จในปี 1965 เมื่อนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของญี่ปุ่นได้ร่วมเดินทางไปกับคณะสำรวจแอนตาร์กติก จนนำไปสู่การพัฒนา Hi-Beat 300m Diver 6159-7001 ในปี 1968 ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญที่ส่งต่อดีเอ็นเอมาสู่นาฬิกาตระกูล Marinemaster รุ่นใหม่ในปัจจุบัน โดยการกลับมาครั้งนี้เป็นการปรับปรุงรายละเอียดทั้งวัสดุและกลไกให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น
รายละเอียดบนหน้าปัดถูกออกแบบมาเพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจนที่สุด โดยรุ่น HBF001 มาพร้อมหน้าปัดสีดำแบบ Grained เพื่อลดการสะท้อนของแสง ขณะที่รุ่นจำกัดจำนวน HBF002 ที่ร่วมมือกับ JAMSTEC โดดเด่นด้วยหน้าปัดลาย Textured ที่จำลองร่องรอยของการแหวกน้ำแข็งจากเรือตัดน้ำแข็ง Mirai II ไล่เฉดสีแบบ Gradient จากสีขาวไอซ์ไวท์ไปจนถึงน้ำเงินเข้ม หลักชั่วโมงและเข็มนาฬิกาขนาดใหญ่แต้มด้วยสารเรืองแสง LumiBrite ช่องหน้าต่างวันที่ถูกจัดวางไว้ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจก Dual-curved Sapphire พร้อมเคลือบสารป้องกันการสะท้อนที่ด้านใน
ตัวเรือนผลิตจากวัสดุ Stainless Steel ที่ผ่านการเคลือบ Super-hard coating ขนาด 42.6 มิลลิเมตร หนา 14.1 มิลลิเมตร สามารถกันน้ำได้ที่ระดับ 300 เมตร รูปทรงตัวเรือนยังคงเอกลักษณ์จากรุ่นปี 1968 ด้วยขอบหน้าปัดหมุนได้ทิศทางเดียวพร้อม Insert ที่ทำจาก Ceramic ขัดเงา เม็ดมะยมเป็นแบบขันเกลียวที่ตำแหน่ง 4 ใช้ฝาหลังขันเกลียวแบบปิดทึบสลักสัญลักษณ์เกลียวคลื่น (และหมายเลขประจำเรือนในรุ่น JAMSTEC Limited Edition) ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติแบบ In-house Calibre 8L45 ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง สำรองพลังงานได้นานถึง 72 Hours มาพร้อมสาย Stainless Steel แบบ 3 แถวที่มาพร้อมชุดตัวล็อก Micro-adjustment สำหรับการปรับระยะแบบสไลด์ที่ปรับได้ละเอียดสูงสุดถึง 16 มิลลิเมตร
SEIKO Prospex Marinemaster 1968 Heritage Diver
Ref. HBF001
ราคา 506,000 JPY
วางจำหน่าย กรกฎาคม 2026
SEIKO Prospex Marinemaster 1968 Heritage Diver JAMSTEC Limited Edition
Ref. HBF002
ผลิตจำนวนจำกัด 1,000 เรือน
ราคา 550,000 JPY
วางจำหน่าย กรกฎาคม 2026
รายละเอียดเพิ่มเติม seikowatches.com
Initial thoughts
การอัปเกรด Marinemaster ในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำตำแหน่งเรือธงของ Prospex ได้อย่างยอดเยี่ยม การเลือกใช้กลไก Calibre 8L45 ที่มีพื้นฐานมาจาก Grand Seiko และให้พลังงานสำรองถึง 3 วัน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รุ่นนี้มีความน่าสนใจมากกว่ารุ่นก่อนหน้า แม้ตัวเรือนจะมีความหนาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อแลกกับวัสดุขอบเซรามิกและงานหน้าปัดที่มีมิติระดับสูง โดยเฉพาะในรุ่น JAMSTEC Limited Edition ที่นำเสนอเรื่องราวของเรือตัดน้ำแข็งได้อย่างมีศิลปะ ก็นับว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานนาฬิกาดำน้ำของ Seiko ให้เข้าใกล้คำว่าความหรูหราที่มาพร้อมสมรรถนะการใช้งานจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ









