King Seiko ยังคงเดินหน้าสร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่านักสะสมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหยิบยกเอาซีรีส์ Vanac ที่เคยสร้างชื่อในฐานะนาฬิกาที่มีดีไซน์ล้ำสมัยที่สุดในช่วงทศวรรษ 1970 กลับมาตีความใหม่ ซึ่งต้นกำเนิดของ Vanac นั้นต้องย้อนไปในปี 1972 ซึ่งเป็นยุคที่ Seiko กล้าที่จะฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ด้วยการใช้สีสันที่จัดจ้านและตัวเรือนที่มีเหลี่ยมมุมจัดจ้าน เพื่อสะท้อนถึงความรุ่งเรืองและวัฒนธรรมสมัยใหม่ของโตเกียวในยุคนั้น โดยการกลับมาครั้งล่าสุดนี้ยังคงรักษาดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้อย่างครบถ้วน แต่ยกระดับด้วยการเลือกใช้พรีเมียมวัสดุอย่างไทเทเนียมและกลไกที่สืบทอดพันธุกรรมมาจาก Grand Seiko
รายละเอียดบนหน้าปัดของคอลเลกชันใหม่นี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากทัศนียภาพของทางหลวงในกรุงโตเกียว โดยมีการสร้าง Texture เป็นเส้นแนวนอนที่สอบเข้าหาศูนย์กลางสื่อถึงความเร็วและไดนามิกที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้า มาพร้อมกับชุดเข็มและหลักชั่วโมงทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ดูบึกบึน โดยที่หลักชั่วโมงตำแหน่ง 12 นาฬิกาถูกออกแบบเป็นรูปทรงตัว V ซึ่งสื่อถึงชื่อรุ่น Vanac พร้อมติดตั้งแหวนขอบหน้าปัดแบบไล่ระดับที่มีการเซาะร่องแนวรัศมี ตัวเรือนใช้กระจกหน้าปัด Sapphire ทรงกล่อง ที่เคลือบสารกันสะท้อนไว้ด้านใน เพื่อให้การมองเห็นที่ชัดเจนในทุกมุมมอง
ตัวเรือนขนาด 41 มิลลิเมตร หนา 14.3 มิลลิเมตร ผลิตจากวัสดุ Titanium ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่า Stainless Steel ถึง 40% ทำให้สวมใส่สบายข้อมือตลอดวัน ตัวเรือนได้รับการขัดแต่งอย่างประณีตด้วยเทคนิคสลับระหว่างพื้นผิว Brushed และ Polished เพื่อเน้นเหลี่ยมมุมที่คมชัดอันเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์นี้ มาพร้อมกับระบบการกันน้ำระดับ 100 เมตร ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติแบบ In-house Calibre 8L45 ที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานจากกลไกตระกูล 9S ของ Grand Seiko ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง มีพลังงานสำรองยาวนานถึง 72 ชั่วโมง พร้อมการขัดแต่งลวดลายคลื่นบนโรเตอร์และสะพานจักรที่สวยงาม และมาพร้อมกับสาย Titanium แบบ Integrated-Bracelet พร้อมระบบถอดสายเปลี่ยนได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ
SEIKO King Seiko Vanac Titanium Collection
Ref. HKF001 สีม่วง
Ref. HKF002 สีเทา
Ref. HKF003 สีดำ
ราคา 473,000 JPY
วางจำหน่าย กรกฎาคม 2026
รายละเอียดเพิ่มเติม seikowatches.com
Initial thoughts
การเปิดตัว King Seiko Vanac ในเวอร์ชันไทเทเนียมถือเป็นการตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาสไตล์ Retro-Futurism ได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะนอกจากจะได้ดีไซน์ที่ดูโดดเด่นและไม่ซ้ำใครแล้ว การเปลี่ยนมาใช้วัสดุไทเทเนียมยังช่วยลดข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักของตัวเรือนที่มีความหนาลงได้มาก นอกจากนี้การใช้กลไก Calibre 8L45 ยังเป็นการยืนยันว่านาฬิการุ่นนี้ไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังมีประสิทธิภาพและความเที่ยงตรงในระดับสูงที่วางใจได้สำหรับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน นับเป็นความคุ้มค่าที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความเข้าถึงง่ายของ Seiko และความเหนือระดับของ Grand Seiko ได้อย่างลงตัว








