Hermès Slim d’Hermès Squelette Lune การกลับมาของศิลปะแห่งความโปร่งในวัสดุไทเทเนียมและแพลทินัม

คอลเลกชัน Slim d’Hermès ถือกำเนิดขึ้นในปี 2015 โดยเป็นการผสมผสานระหว่างความเข้มงวดทางศิลปะและความสง่างามที่เรียบง่าย โดดเด่นด้วยตัวอักษรที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อคอลเลกชั่นนี้โดยเฉพาะ เริ่มต้นจากรุ่นแสดงเวลาพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก Micro-rotor และต่อยอดไปสู่ฟังก์ชันสลับซับซ้อนอย่าง Perpetual Calendar จนกระทั่งในปี 2021 Hermès ได้เปิดตัว Slim d’Hermès Squelette Lune ซึ่งเป็นการนำกลไกมาทำการ Skeleton เพื่อโชว์ความสวยงามของฟันเฟืองเป็นครั้งแรก และในปี 2026 นี้ แบรนด์ได้นำเสนอสองเวอร์ชันใหม่ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วในด้านวัสดุและอารมณ์

หน้าปัดแบบ Openworked ที่เผยให้เห็นโครงสร้างกลไกที่ผ่านการฉลุอย่างวิจิตรบรรจง สะท้อนความซับซ้อนผ่านสะพานจักรที่ขัดแต่งผิวแบบการพ่นทราย และลบเหลี่ยมมุมแบบขัดเงาด้วยเพชร ในรุ่นไทเทเนียมจะมาในโทนสีเขียว Vert d’Eau ขณะที่รุ่นแพลทินัมมาในโทนสีน้ำเงินเข้ม เข็มนาฬิกาทรง Baton ทำจาก Black Gold แสดงเวลาแบบสองเข็มอย่างเรียบง่าย ตกแต่งด้วยฟังก์ชัน Double Moon Phase ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ซึ่งถ่ายทอดพื้นผิวของดวงจันทร์ออกมาได้อย่างสมจริง ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์กันแสงสะท้อน

ตัวเรือนขนาด 39.5 มิลลิเมตร หนาเพียง 8.8 มิลลิเมตร โดยรุ่นแรกผลิตจากวัสดุ Titanium Grade 5 ขัดผิวแบบพ่นทราย มาพร้อมขอบตัวเรือนสี Anthracite เคลือบ DLC ส่วนรุ่นวัสดุ Platinum ขัดเงาทั้งเรือน ตัวเรือนสามารถกันน้ำได้ระดับ 30 เมตร รูปทรงตัวเรือนเน้นความเพรียวบางตามชื่อรุ่น พร้อมขาตัวเรือนที่มีมุมเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ เม็ดมะยมทรงเรียบหรูเข้ากับตัวเรือน ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre H1953 พัฒนาบนพื้นฐานของ Vaucher ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง สำรองพลังงานได้ยาวนาน 48 ชั่วโมง และใช้ระบบขึ้นลานด้วย Micro-rotor เพื่อรักษาความบางของตัวเรือน มาพร้อมกับสายหนังจระเข้สีเทาสำหรับรุ่น Titanium และสีน้ำเงินสำหรับรุ่น Platinum

Hermès Slim d’Hermès Squelette Lune

รุ่น Titanium
ราคา 20,000 EUR
รุ่น Platinum
ราคา สอบถามตัวแทนจำหน่าย
รายละเอียดเพิ่มเติม hermes.com

Initial thoughts 

การกลับมาของ Slim d’Hermès Squelette Lune ในปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของ Hermès ในการเล่นกับ “วัสดุ” และ “สีสัน” เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ของนาฬิกาอย่างสิ้นเชิง รุ่นไทเทเนียมให้ภาพลักษณ์ที่ดูโมเดิร์น สปอร์ต และมีความดิบเท่ด้วยโทนสีเขียว Vert d’Eau ในขณะที่รุ่นแพลทินัมยังคงรักษาความหรูหราแบบคลาสสิกตามขนบธรรมเนียมของแบรนด์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น จุดที่น่าชื่นชมคือการรักษาความบางที่ต่ำกว่า 9 มิลลิเมตรไว้ได้ ทั้งที่มีฟังก์ชัน Moon Phase และกลไก Skeleton ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า Hermès ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์แฟชั่น แต่คือผู้ผลิตนาฬิกาชั้นสูงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจนที่สุดแบรนด์หนึ่งในปัจจุบัน