M.A.D.Editions โปรเจกต์ที่เริ่มต้นโดย Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้งแบรนด์ MB&F เพื่อเป็นการขอบคุณพันธมิตรและนักสะสม ได้สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกด้วยรุ่น M.A.D.1 ที่นำเอกลักษณ์การออกแบบของ MB&F มาไว้ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ จนกลายเป็นกระแสไวรัลและมีการลงทะเบียนจับฉลากซื้ออย่างล้นหลาม โดยในครั้งนี้แบรนด์ก้าวเข้าสู่บทใหม่ด้วยการเปิดตัว M.A.D.2 World Tour Edition ซึ่งเป็นการร่วมงานกับ Eric Giroud ดีไซน์เนอร์คู่บุญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ และเป็นการร่วมเฉลิงฉลองครบรอบ 20 ปี ของแบรนด์ MB&F
หน้าปัดของ M.A.D.2 ได้รับแรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเยาว์ของ Eric Giroud ที่มีต่อวัฒนธรรมคลับในช่วงปี 1990 และเครื่องเล่น DJ Mix console โดยพื้นหน้าปัดสีฟ้ามีการทำลวดลายร่องวงกลมและการขัดแต่งผิวซาตินเลียนแบบแผ่นเสียงไวนิล ส่วนการแสดงผลเป็นแบบหน้าปัดลอยตัว บริเวณกึ่งกลางซึ่งแบ่งเป็น 2 แผ่นวงกลมสำหรับแสดง Jumping Hour และ Trailing Minutes ชี้ค่าด้วยตัวบ่งชี้รูปทรงเมล็ดอัลมอนด์ ล้อมรอบด้วยจานหมุนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแถบ Stroboscopic ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง พร้อมติดตั้งหมุด Super-LumiNova เพื่อเพิ่มความสว่างไสวและการเคลื่อนไหวแบบ Kinetic ทุกครั้งที่ขยับข้อมือ ครอบทับด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ตัวเรือนผลิตจาก Stainless Steel ขนาด 42 มิลลิเมตร หนา 12.3 มิลลิเมตร ดีไซน์เน้นความโค้งมนแบบ Pebble-shaped ที่ดูนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติมากกว่ารุ่นก่อนหน้า ขัดแต่งสลับระหว่างพื้นผิวเงาและผิวปัดลายด้าน ประสิทธิภาพการกันน้ำอยู่ที่ระดับ 30 เมตร รูปทรงโดยรวมมีความคล้ายคลึงกับเมล็ดอัลมอนด์ ซึ่งสะท้อนผ่านทางขาตัวเรือนและโลโก้บนเม็ดมะยมแบบระบบ Push-pull ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ (พื้นฐานจากค่าย La Joux-Perret) Calibre G101 ซึ่งได้รับการติดตั้งโมดูลพิเศษสำหรับระบบชั่วโมงแบบกระโดดสองทิศทางที่พัฒนาโดย MB&F ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4Hz) มีพลังงานสำรองนานถึง 64 ชั่วโมง มาคู่กับสายหนังวัว Grain Calfskin สีฟ้าฟอกและตัวล็อกสายแบบบานพับที่ทำเป็นรูปทรงมนเข้ากับดีไซน์รวมของนาฬิกา
M.A.D.Editions M.A.D.2 World Tour Edition
ราคา 2,900 CHF
วางจำหน่าย ธันวาคม 2025
รายละเอียดเพิ่มเติม mbandf.com/madeditions-raffle
Initial Thoughts
M.A.D.2 Jumping Hours แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการที่น่าสนใจของแบรนด์ M.A.D.Editions ที่เริ่มสร้างตัวตนที่ชัดเจนและเป็นอิสระจาก MB&F มากขึ้น การเลือกนำกลไก Jumping Hour มาใช้ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายแต่ก็ทำออกมาได้อย่างสร้างสรรค์โดยเฉพาะการดึงเอาวัฒนธรรมดนตรีและเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาเป็นแรงบันดาลใจหลัก ดีไซน์ตัวเรือนที่มีความ “Organic” มากขึ้นช่วยให้สวมใส่ได้ง่ายขึ้นกว่ารุ่น M.A.D.1 ที่ค่อนข้างหนาและดุดัน แม้ราคาจะสูงกว่ามาตรฐานนาฬิกาทั่วไปในสเปกใกล้เคียงกัน แต่ในแง่ของงานดีไซน์ระดับ Masterpiece จาก Eric Giroud และความหายากจากระบบจับฉลาก นาฬิกาเรือนนี้ยังคงเป็นหนึ่งในไอเทมที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับนักสะสมที่ต้องการความต่างในราคาที่จับต้องได้จริง








